โรคภัยเกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยเฉพาะกับเด็ก ๆ “หน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน” เป็นอีกโรคหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม!!
พ.ต.อ.
นพ.ธนิต จิรนันท์ธวัช อายุรแพทย์โรคไต หัวหน้า หน่วยไต โรงพยาบาลตำรวจ
อธิบายถึงการเกิดของโรคนี้ว่า โดยปกติหน่วยไตของคนเรานั้น เป็นหน่วยเล็ก ๆ
กระจายอยู่ในเนื้อไต มีขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
ต้องส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยไตแต่ละข้างจะมีหน่วยไตอยู่ข้างละประมาณ 1
ล้านหน่วย เปรียบเหมือนกับทหาร ทำหน้าที่ขับของเสีย ปรับสมดุลของน้ำ
และเกลือแร่ เพื่อผลิตเป็นน้ำปัสสาวะออกมา
โรคนี้จะเกิด
หลังจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เบตา-สเตรปโตค็อกคัส ระหว่าง
7-21 วัน หรือโดยเฉลี่ย 10-14 วัน โดยอวัยวะ 2 จุดสำคัญที่มักจะติดเชื้อ
คือ บริเวณลำคอและผิวหนัง ทำให้มีอาการเจ็บคอ คออักเสบ หรือ เป็นตุ่ม ฝี
หนอง ขึ้น บริเวณผิวหนัง พบในเด็กได้บ่อยกว่าในผู้ใหญ่ โดยอายุ
ที่พบมากที่สุดจะอยู่ในช่วง 2-6 ขวบ
เมื่อมีการอักเสบเกิด
ขึ้นที่หน่วยไต จะทำให้ร่างกายเสียกระบวนการทำงาน ขับปัสสาวะออกมาได้น้อย
มีของเสียคั่งอยู่ในเลือดมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการบวม
ปัสสาวะออกมาเป็นสีแดงและมีโปรตีนรั่วมาในปัสสาวะได้
“คน
ไข้จะมาด้วย อาการบวม บริเวณหน้าและรอบดวงตา โดยเฉพาะในช่วงเช้า
และอาจจะมีอาการบวมที่ขาร่วมด้วย โดยจะเริ่มจากบวมเล็กน้อย บวมตึง
ไปจนถึงบวมมาก โดยอาการบวมดังกล่าวจะไม่เหมือนกับคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ
เพราะโรคหัวใจจะเป็นการบวมน้ำที่ปอด คนไข้จะมีอาการหอบเหนื่อยด้วย
และไม่เหมือนกับอาการบวมที่เกิดจากโรคตับแข็ง
เพราะโรคตับแข็งจะมีอาการบวมที่ท้อง เรียกว่ามีน้ำในท้อง รวมทั้ง
ตาจะเหลือง ทำให้สามารถแยกโรคได้”
อาการต่อมาของโรคนี้
คือ ปัสสาวะผิดปกติ โดยจะปัสสาวะออกมาเป็นเลือด
มีตั้งแต่สีแดงสดไปจนถึงสีแดงเข้ม รวมทั้ง ความดันโลหิตสูง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนไข้ที่วัยไม่ควรมีความดันโลหิตสูง อย่างวัยเด็ก หรือ
วัยหนุ่มสาว เพราะโรคความดันโลหิตสูงจะเป็นอาการของคนสูงอายุ
หรือคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ถ้าอายุน้อยแล้วเป็น
ให้สงสัยไว้ว่าอาจเป็นโรคหน่วย ไตอักเสบได้
โดยมีตั้งแต่ความดันโลหิตสูงเล็กน้อยไปจนถึงความดันโลหิตสูงมากได้
และอาจมีอาการอื่น ๆ ตามมาได้ด้วย เช่นกัน อาทิ ปวดหลัง แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ
90-95 เปอร์เซ็นต์
มีสาเหตุจากกระดูกและกล้ามเนื้อไม่ใช่อาการปวดที่มาจากโรคไต
และในผู้ป่วยบางรายจะมีการทำงานของไตเสื่อมลง
หรืออาจรุนแรงจนเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้
“การตรวจพบของ
แพทย์ สามารถทำได้โดย การตรวจปัสสาวะ เพราะไตจะดีเป็นปกติหรือไม่นั้น
ผลลัพธ์อยู่ที่ปัสสาวะ ดังคำขวัญที่ว่า ตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ
ปัสสาวะจึงเป็นหน้าต่าง ของไตเช่นกัน ฉะนั้นถ้าตรวจ
ปัสสาวะแล้วมีความผิดปกติ จะสะท้อนให้เห็นว่า
ไตคนนั้นกำลังมีความผิดปกติเกิดขึ้น”
การตรวจปัสสาวะ
สามารถ ทำได้ 2 วิธี คือ ทางเคมี กับ การส่องกล้องจุลทรรศน์ โดยวิธี
ทางเคมี จะตรวจพบว่า มีเลือด หรือ โปรตีนรั่วออกมาปนกับปัสสาวะ
ซึ่งการตรวจพบโปรตีนรั่วนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคนทั่วไปไม่
ควรมีโปรตีนรั่วออกมาทางปัสสาวะได้เลย ถ้าตรวจพบต้องสันนิษฐานว่า
มีโรคไตหลบซ่อนอยู่
อีกวิธีหนึ่ง คือ การตรวจ
ด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยการนำปัสสาวะที่ปั่นแล้วมาส่อง กล้องตรวจ ถ้ามี
ความผิดปกติจะตรวจพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ จำนวนมากกว่า 5 ตัว ต่อ 1
ฟิลล์ของกล้องที่ใช้กำลังขยายสูง
การตรวจพบเม็ดเลือดแดงที่มีความผิดปกติมากกว่า 5 ตัว มีนัยสำคัญ
คือต้องค้นหาเม็ดเลือดแดงนี้ ว่ารั่วมาจากที่ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้าพบเม็ดเลือดแดงออกมาในปริมาณมาก
รวมทั้ง
ลักษณะของเม็ดเลือดแดง โดยปกติเม็ดเลือดแดงจะมีลักษณะกลม แต่ถ้าเมื่อไร
มีลักษณะผิดรูป บิดเบี้ยว คดเคี้ยวไป ให้สงสัยไว้ว่า
เม็ดเลือดแดงที่ผิดปกตินั้นจะออกมาจากหน่วยไต
ที่มีความเสียหายจากการที่หน่วยไตเกิดการอักเสบ
ด้านการ
รักษา พ.ต.อ. นพ.ธนิต กล่าวเพิ่มเติมว่า
เริ่มจากรักษาตามอาการที่นำคนไข้มาพบก่อน เนื่องจากในเวลาคนไข้มาพบหมอ
อาการที่เป็นจากการติดเชื้อสาเหตุของโรคนี้อาจจะหายไปแล้ว
เพราะโดยปกติทั่วไปจะเกิดอาการแสดงของโรคไตอักเสบ หลังจากการติดเชื้อ 7-21
วัน แต่อาการแสดงของการติดเชื้อที่บริเวณลำคอและผิวหนัง ส่วนใหญ่
จะดีขึ้นแล้วหรือหายไปได้เองภายใน 7 วัน
ทำให้เวลามาพบหมอไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจนหรือตรวจไม่พบการติดเชื้อ
ดัง
นั้น จึงเป็นการรักษาตามอาการที่ยังพบอยู่ในคนไข้ อย่างเช่น อาการบวม
ซึ่งแพทย์จะให้คนไข้พักผ่อน งดของเค็ม เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเกลือ
รวมทั้ง ลดปริมาณน้ำดื่มลง ในคนไข้บางรายมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาขับ
ปัสสาวะช่วย ในการขับน้ำและเกลือที่เกินออกจากร่างกาย
“ถ้า
คนไข้ยังมีความดันโลหิตสูงมากอยู่ แม้ว่าจะได้รับยาขับปัสสาวะแล้ว
จะให้ยาลดความดันโลหิตสูงเพิ่ม ส่วนการรักษาอาการติดเชื้อ จะใช้ยาปฏิชีวนะ
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะไม่มีอาการติดเชื้อให้เห็นแล้ว
เนื่องจากเป็นโรคที่หายได้เอง แต่ถ้ายังมีอาการติดเชื้ออยู่
จำเป็นที่จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ ซึ่งจะเป็นยากลุ่มเพนนิซิลลิน หรือ
กลุ่มอีริโทรมัยซิน”
โรคไตเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้จากหลาย
สาเหตุ ถ้าไม่รีบเข้ารับการรักษาอาจจะเข้าสู่ภาวะโรคไต เรื้อรัง
และไตวายระยะสุดท้ายได้ ฉะนั้น เมื่อมีอาการหรือเป็นโรคเกี่ยวกับไตแล้ว
ควรรีบพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษา อย่าปล่อยให้เรื้อรัง
เพราะถือได้ว่าเป็นโรคที่ทำลายอวัยวะที่สำคัญของ ร่างกาย
ที่จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตถดถอยลงได้.
เคล็ดลับสุขภาพดี : วิธีการใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
เมื่อ
เราเกิดอาการเจ็บ ป่วยไม่สบายขึ้นมาจำเป็นต้องใช้ยาในการบำบัดรักษาโรค
แต่หากไม่ทราบว่าการซื้อยาทุกครั้งจะต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง
วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีวิธีการเลือกซื้อและการใช้ยาที่ถูกต้องเพื่อความ
ปลอดภัยของร่างกายมาฝาก
นายแพทย์อัมพร อิทธิระวิวงศ์
ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัทไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวแนะนำว่า
เวลาเราเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือของเล่นให้ลูก ๆ เรายังดูว่าแบรนด์อะไร
ทำจากที่ใด ใครเป็นผู้ผลิต
ฉะนั้นผู้ป่วยเองก็ควรจะปฏิบัติเช่นเดียวกันในเวลาที่เลือกซื้อหรือบริโภคยา
เนื่องจากมาตรฐานของผู้ ผลิตยาแต่ละรายและคุณภาพของยาแต่ละตัวไม่
เท่ากัน ระดับความบริสุทธิ์และสม่ำเสมอของยาแต่ละโดส ก็มีความแตกต่างกัน
ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ในการผลิตของบริษัทยาแต่ละราย
ซึ่งส่งผลต่อความสามารถหรือประสิทธิ
ภาพของยาในการออกฤทธิ์ทางการรักษาและความปลอดภัยของยานั้น ๆ
โดยผู้ป่วยเองควรต้องเช็กดูให้ดีว่าผลิตจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้หรือไม่
นอกจากนี้ผู้ป่วยควรทราบถึงสิทธิของตนเองว่ามีสิทธิที่จะฟ้องร้องผู้ผลิตยา
ได้หรือไม่
หากยาที่ซื้อมามีคุณภาพไม่ได้มาตรฐานหรือบกพร่องเช่นเดียวกับสินค้าสำหรับ
อุปโภคทั่วไป
นอกจากนี้ คุณหมออัมพร
ยังได้แนะนำถึงขั้นตอนการใช้ยาอย่างปลอด ภัยง่าย ๆ 7 ข้อด้วยกัน คือ
1.ปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งก่อนเริ่มใช้ยา
รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เกี่ยวกับเวลา ขนาด
และวิธีการใช้ยา
2.แจ้งรายการยาที่ใช้ประจำและประวัติการแพ้ยาแก่แพทย์และเภสัชกร
3.เช็กแหล่งผลิตยาให้แน่ใจว่าเป็นบริษัทที่เชื่อถือได้และมีคุณภาพ
การผลิตตามมาตรฐานสากล
4.ตรวจสอบวันหมดอายุของยาบนฉลากยาทุกครั้งก่อนใช้หรือบริโภคยา
5.เก็บรักษายาให้ถูกวิธีตามอุณหภูมิที่ระบุในเอกสารกำกับยา
6.สังเกตอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หากมีข้อกังวลใด ๆ
ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที และ
7.อ่านเอกสารกำกับยาให้เข้าใจและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
เป็น
อย่างไรกันบ้างคะวิธีการใช้ยาอย่างปลอดภัยทั้ง 7 ข้อนี้
คงไม่ยากเกินไปที่ทุกท่านจะปฏิบัติตามนะคะ
เพราะหากสามารถปฏิบัติได้ก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิ
ภาพและมีความปลอดภัยในชีวิตสู่การมีสุขภาพที่ดีต่อไปค่ะ.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น